ผู้เขียน: admin
04 กรกฎาคม 2559 : คำอธิบายเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องการถือหุ้นของ JTrust
- Post author By admin
- Post date กรกฎาคม 4, 2016
คำอธิบายเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องการถือหุ้นของ JTrust
04 Jul 2016
เรียน นักลงทุนทุกท่าน
บริษัทใคร่ขอเรียนชี้แจงเรื่องเกี่ยวกับการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท คือ JTrust Asia Pte.Ltd. (JTA) ว่าในเว็บไซท์ของตลาดหลักทรัพย์ จะไม่แสดงชื่อ JTA เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อีกต่อไป เนื่องจาก JTA ได้โอนหุ้นในส่วนของตนไปฝากไว้กับคัสโตเดียน ดังนั้น ในระบบของตลาดหลักทรัพย์ จึงแสดงแต่เพียงชื่อของคัสโตเดียนเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทฯแทน ซึ่งการโอนหุ้นให้กับคัสโตเดียนดูแลของ JTA ในครั้งนี้ อาจทำให้นักลงทุนสับสนได้
JTA เป็นบริษัทในกลุ่มของ J Trust Company Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว โดยหนึ่งในบริษัทย่อยก็คือ J Trust Bank ซึ่งนับเป็นหุ้นส่วนสำคัญทางธุรกิจที่มีเจตนารมย์อันแรงกล้าร่วมกับบริษัทฯ ในการขยายธุรกิจที่ประเทศอินโดนิเซีย ด้วยโมเดลธุรกิจ “ดิจิทัล ไฟแนนซ์” ไปด้วยกัน
ถึงแม้ว่าในเว็บไซท์ของตลาดหลักทรัพย์จะไม่ปรากฎชื่อว่า JTA เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทโดยตรง แต่แท้ที่จริงแล้ว JTA ยังคงถือหุ้นจำนวนร้อยละ 6.43 ตั้งแต่เมื่อแรกแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพเช่นเดิม โดยมิได้ขายหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว การใช้บริการคัสโตเดียนเป็นผู้ดูแลหุ้นให้นั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่มีการปฏิบัติกันทั่วโลก และการไม่ปรากฎชื่อเจ้าของหุ้นในระบบของตลาดหลักทรัพย์นั้นก็ถือเป็นเรื่องปกติที่กระทำได้เช่นกัน ดังนั้น บริษัทฯ จึงขอเรียนยืนยันต่อนักลงทุนผู้มีเกียรติของเราอีกครั้งว่า JTA ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะขายหุ้น GL เลยและความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ กับ JTA ก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในความเป็นจริงแล้ว สัญญาที่มีระหว่างกันเมื่อตอนที่ออกหุ้นกู้แปลงสภาพนั้น ระบุว่า JTA จะต้องถือหุ้นของบริษัทฯ อย่างน้อย 2 ปี
ในวันนี้ เราได้ติดต่อไปที่ JTA อีกครั้ง และขอประกาศแทน JTA ว่า JTA ขอยืนยันต่อนักลงทุนทุกท่านว่า JTA ยังคงเป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์ของ GL ในการขยายธุรกิจที่จะนำธุรกิจอันเป็นนวัตกรรมใหม่ “ดิจิทัลไฟแนนซ์” โมเดลไปสู่ชาวโลกร่วมกัน โดยที่ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะขายหุ้นแต่อย่างใดเลย
ท่านสามารถเข้าไปดูข่าวประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ในเว็บไซท์ของบริษัท ซึ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ได้ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้
GL ประกาศ Brexit เป็นผลบวกกับธุรกิจ ชี้เป็นโอกาสเทคโอเวอร์กิจการราคาถูก พร้อมยืนยัน J Trust Asia ไม่ขายหุ้น
27 Jun 2016
บมจ.กรุ๊ปลีส หรือ GL ผู้บุกเบิกธุรกิจดิจิทัลไฟแนนซ์ในอาเซียน มั่นใจผลโหวต Brexit เป็นผลดีกับธุรกิจ หลังบริษัทฯ มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง หนี้สินต่อทุนต่ำและจะได้เงินทุนใหม่จากการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ ชี้เป็นจังหวะที่ดีในการเทคโอเวอร์กิจการในราคาต่ำ พร้อมมองโอกาสเข้าลงทุนในอินโดนีเซีย เวียดนามและศรีลังกา ด้านผู้บริหารยืนยันพาร์ทเนอร์ J Trust Asia ยังถือหุ้นทั้งหมด 6.43% ไม่ได้ขายหุ้นออกไป พร้อมร่วมกันขยายธุรกิจในอินโดนีเซียและอาเซียน ขณะที่ผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติออกวอแรนท์ GL-W4 และหุ้นกู้แปลงสภาพอีกไม่เกิน 130 ล้านเหรียญสหรัฐให้แก่ J Trust Asia เพื่อนำเงินทุนมาใช้ขยายกิจการต่อเนื่อง
นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL ผู้บุกเบิกธุรกิจดิจิทัลไฟแนนซ์ในอาเซียน เปิดเผยว่า จากที่ประเทศอังกฤษได้ลงประชามติ Brexit ให้แยกตัวออกจากการเป็นประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปนั้น มีความมั่นใจว่าจะเป็นผลดีต่อการขยายธุรกิจของ GL เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯ มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำเพียง 0.5 เท่า ประกอบกับในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการออกหุ้นกู้แปลงสภาพจำนวนไม่เกิน 130 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้แก่ J Trust Asia Pte. Ltd (JTA) จึงทำให้บริษัทฯ มีความพร้อมด้านเงินทุนที่จะนำมาใช้ขยายกิจการในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤตในทุกสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีโอกาสเข้าควบรวมกิจการ (M&A) ได้ในราคาที่ต่ำ เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว
โดยบริษัทฯ มีความมั่นใจว่าภายใต้การดำเนินธุรกิจด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลไฟแนนซ์นั้น จะสามารถนำไปใช้ขยายธุรกิจได้กับทุกประเทศ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา GL ได้รับข้อเสนอให้เข้าควบรวมกิจการจากผู้ประกอบการธุรกิจด้านการเงินในอาเซียนหลายราย แต่ยังไม่มีข้อสรุปเนื่องจากราคาค่อนข้างสูง
“มองว่าผลจากการลงประชามติ Brexit จะทำให้บริษัทฯ มีโอกาสที่ดีอีกมากมายในการเข้าควบรวมกิจการ โดยเรามองไปที่ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนามและศรีลังกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยความปั่นป่วนในตลาดเงินและตลาดทุนอันเป็นผลสืบเนื่องจาก Brexit จะทำให้เป้าหมายในการเทคโอเวอร์ของเราราคาถูกลง” นายมิทซึจิ กล่าว
ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GL กล่าวชี้แจงว่า ในส่วนของ J Trust Asia Pte. Ltd (JTA) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ GL ตามที่ปรากฏใน www.set .or.th นั้น หลังจากใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญของบริษัทฯ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทาง JTA ยืนยืนว่าไม่มีการขายหุ้นออกไปและพร้อมร่วมมือกับ GL ขยายธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียและภูมิภาคอาเซียนในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยปัจจุบันยังคงถือหุ้นในGL 6.43% หรือคิดเป็นจำนวน 98.1 ล้านหุ้น อย่างไรก็ตามกรณีที่ www.set.or.th ได้ปรากฏรายชื่อ JTA เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทฯ ที่ 4.82% หรือคิดเป็นจำนวน 73.575 ล้านหุ้นนั้น เกิดจากมีการถือหุ้นบางส่วนผ่านทาง Custodian จึงส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งทาง GL ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ แล้ว
ทั้งนี้ จากการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (GL-W4) จำนวน 170 ล้านหน่วย ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 9 หุ้นเดิมต่อ 1 วอแรนท์ กำหนดเงื่อนไขการแปลงสภาพ 1 วอแรนท์ ต่อ 1 หุ้นสามัญ ในราคาแปลงสภาพ 40 บาท ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นใช้สิทธิแปลงสภาพที่ราคา 40 บาทต่อหน่วย ภายในกำหนด 2 ปี จะส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับเงินทุนก้อนใหม่จำนวนมากเพื่อนำมาใช้ขยายธุรกิจในประเทศไทยและดำเนินธุรกิจดิจิทัลไฟแนนซ์ใน สปป.ลาวรวมถึงภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิรุ่นที่ 8 (GL-W4) ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 และกำหนดวิธีปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวในวันที่ 6 กรกฎาคม 2559
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมผู้ถือหุ้นยังมีมติอนุมัติการออกหุ้นกู้แปลงสภาพจำนวนไม่เกิน 130 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้แก่กลุ่มพันธมิตรญี่ปุ่น JTA โดยกำหนดราคาแปลงสภาพ 1 หุ้นกู้ต่อ 1 หุ้นสามัญ ในราคา 40 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% ซึ่งหากผู้ถือหุ้นและกลุ่ม J Trust Asia ใช้สิทธิแปลงสภาพทั้งหมด จะส่งผลให้ GL มีแหล่งเงินทุนใหม่เพิ่มขึ้นในทันทีเพื่อนำไปใช้ขยายธุรกิจในกัมพูชาให้มีพอร์ตสินเชื่อที่หลากหลายและปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่จัดจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ ให้แก่ลูกค้าที่ GL เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ
พร้อมกันนี้ในที่ประชุมได้มีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทฯ เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิและสิทธิแปลงสภาพของหุ้นกู้แปลงสภาพ โดยการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 285.05 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท แบ่งเป็นการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 170 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการใช้ใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 115.05 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิแปลงสภาพของหุ้นแปลงสภาพ
10 มิถุนายน 2559 : สัดส่วนการถือหุ้นของ JTA ยังไม่เปลี่ยนแปลง
- Post author By admin
- Post date มิถุนายน 10, 2016
สัดส่วนการถือหุ้นของ JTA ยังไม่เปลี่ยนแปลง
10 Jun 2016
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา เว็บไซท์ของตลาดหลักทรัพย์ ได้แสดงตัวเลขการถือหุ้นของ JTrust Asia Pte. Ltd. (JTA) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจากการใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) เป็นหุ้นสามัญของบริษัท เมื่อปลายปี 2558 โดยแสดงว่ามีสัดส่วนการถือหุ้นเพียงร้อยละ 4.82 จากสัดส่วนเดิมเมื่อแปลงสภาพที่ร้อยละ 6.43 ข้อมูลนี้จึงอาจทำให้นักลงทุนสับสนได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว JTA ยังคงถือหุ้นของบริษัทในสัดส่วนร้อยละ 6.43 เท่าเดิมโดยมิได้มีการขายหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้สอบถามไปยัง JTA โดยตรงแล้วและขอยืนยันว่า JTA ยังมิได้ขายหุ้นของบริษัท และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเพื่อร่วมกันสนับสนุนการขยายธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่บริษัทได้ริเริ่มขึ้น คือ ‘ดิจิทัล ไฟแนนซ์’ โดยมิได้มีความตั้งใจที่จะขายหุ้นในส่วนของตนแต่อย่างใด
GL ผนึกกำลัง J Trust รุกใหญ่ตลาดอินโดนีเซีย
- Post author By admin
- Post date พฤษภาคม 23, 2016
GL ผนึกกำลัง J Trust รุกใหญ่ตลาดอินโดนีเซีย
23 May 2016
บมจ.กรุ๊ปลีส ผู้บุกเบิกธุรกิจดิจิตอลไฟแนนซ์ในอาเซียน จับมือกลุ่ม J Trust จากญี่ปุ่น รุกตลาดอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนโดยมีประชากรกว่า 250 ล้านคน หลังกลุ่ม GL ประสบความสำเร็จในการขยายฐานธุรกิจจากประเทศไทยสู่กัมพูชาและ สปป.ลาว โดยสามารถเพิ่มยอดสินเชื่ออย่างมากและผลักดันกำไรสู่นิวไฮอย่างต่อเนื่อง
กลุ่ม GL และ J Trust ผนึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่นหลังคณะกรรมการของ GL ลงมติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในการออกหุ้นกู้แปลงสภาพจำนวนเงิน 130 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับบริษัท J Trust Asia (JTA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ J Trust ในประเทศญี่ปุ่น โดยนับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ GL ได้ออกหุ้นกู้แปลงสภาพชุดแรกมูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับ JTA เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และ JTA ได้แปลงสภาพทั้งหมดเป็นหุ้นสามัญของ GL เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
J Trust เป็นกลุ่มการเงินชั้นนำของญี่ปุ่นซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว โดยมีธุรกิจทางการเงินหลายอย่างรวมทั้งเป็นเจ้าของธนาคาร J Trust Bank ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีสาขา 62 แห่ง
นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL กล่าวว่า การผนึกกำลังกับ J Trust ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและจะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยธนาคาร J Trust Bank มีใบอนุญาตระดมเงินฝากในอินโดนีเซียจะรับผิดชอบในส่วนของการระดมทุน ขณะที่ฝ่าย GL โดยบริษัทร่วมทุนที่จดทะเบียนในอินโดนีเซียคือบริษัท GLFI มีหน้าที่บริหารจัดการเงินทุนที่ระดมมาได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ โดยอาศัยเครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิตอลไฟแนนซ์ที่ GL พัฒนาขึ้นมาเพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้า
“นับเป็นความร่วมมือที่สุดยอดระหว่างธนาคารกับบริษัทไฟแนนซ์” นายมิทซึจิ กล่าวชี้แจง
สำหรับธุรกิจใหม่ในอินโดนีเซียนั้น บริษัทร่วมทุนของ GL คือ GLFI ซึ่ง GL ถือหุ้นอยู่ 65% และ JTA ถือหุ้น 20% ส่วนที่เหลืออีก 15% ถือโดยนักลงทุนท้องถิ่นนั้น จะไม่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์เนื่องจากมีการแข่งขันสูง แต่จะเน้นปล่อยสินเชื่อเครื่องจักรกลการเกษตร แผงโซล่าร์เซลล์และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ GL ได้ให้บริการสินเชื่อเหล่านี้อยู่แล้วในประเทศกัมพูชาและ สปป.ลาว โดยในอินโดนีเซียนั้นมีแผนจะขยายสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอินโดนีเซีย อาทิ การซ่อมแซมบ้าน การปรับปรุงเรือกสวนไร่นาและการสต็อกสินค้า
นายมิทซึจิ กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ธุรกิจใหม่ในอินโดนีเซียนั้นจะสามารถสร้างอัตรากำไรสูงและคาดว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยจะนำระบบดิจิตอลไฟแนนซ์มาใช้หลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในกัมพูชาและ สปป.ลาว ซึ่ง GL คาดว่าตลาดอินโดนีเซียมีศักยภาพในการขยายตัวอย่างมหาศาลหรือใหญ่กว่าตลาดกัมพูชาประมาณ 10 เท่า เนื่องจากมีจำนวนประชากรมากกว่า 250 ล้านคน โดยขณะนี้กำลังรอใบอนุญาตจากทางการอินโดนีเซียและคาดว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้ภายในไตรมาส 2 นี้
ในขณะเดียวกันประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ J Trust Mr.Nobuyoshi Fujisawa กล่าวแสดงความมั่นใจเช่นเดียวกันว่า ความร่วมมือระหว่าง J Trust กับ GL นั้น จะเอื้อประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่ายในการรุกเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียและตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน
ทั้งนี้ นอกจากหุ้นกู้แปลงสภาพวงเงิน 130 ล้านเหรียญสหรัฐ คณะกรรมการ GL ยังได้ลงมติออกใบสำคัญแสดงสิทธิชุดใหม่ (GL-W4) จำนวน 170 ล้านหน่วย โดยแจกให้ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 9 ต่อ 1 กำหนดระยะเวลา 2 ปี อัตราการแปลงสภาพ 1 วอแรนต์ ต่อ 1 หุ้นสามัญ ในราคา 40 บาท ซึ่งหากผู้ถือหุ้นและ JTA ใช้สิทธิแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิและหุ้นกู้ทั้งหมด GL จะได้เงินทุนใหม่เป็นมูลค่ารวมถึงกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
23 พฤษภาคม 2559 :GL ผนึกกำลัง J Trust รุกตลาดอินโดนีเซีย
- Post author By admin
- Post date พฤษภาคม 23, 2016
GL ผนึกกำลัง J Trust รุกใหญ่ตลาดอินโดนีเซีย
23 May 2016
บมจ.กรุ๊ปลีส ผู้บุกเบิกธุรกิจดิจิตอลไฟแนนซ์ในอาเซียน จับมือกลุ่ม J Trust จากญี่ปุ่น รุกตลาดอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนโดยมีประชากรกว่า 250 ล้านคน หลังกลุ่ม GL ประสบความสำเร็จในการขยายฐานธุรกิจจากประเทศไทยสู่กัมพูชาและ สปป.ลาว โดยสามารถเพิ่มยอดสินเชื่ออย่างมากและผลักดันกำไรสู่นิวไฮอย่างต่อเนื่อง
กลุ่ม GL และ J Trust ผนึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่นหลังคณะกรรมการของ GL ลงมติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในการออกหุ้นกู้แปลงสภาพจำนวนเงิน 130 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับบริษัท J Trust Asia (JTA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ J Trust ในประเทศญี่ปุ่น โดยนับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ GL ได้ออกหุ้นกู้แปลงสภาพชุดแรกมูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับ JTA เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และ JTA ได้แปลงสภาพทั้งหมดเป็นหุ้นสามัญของ GL เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
J Trust เป็นกลุ่มการเงินชั้นนำของญี่ปุ่นซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว โดยมีธุรกิจทางการเงินหลายอย่างรวมทั้งเป็นเจ้าของธนาคาร J Trust Bank ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีสาขา 62 แห่ง
นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL กล่าวว่า การผนึกกำลังกับ J Trust ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและจะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยธนาคาร J Trust Bank มีใบอนุญาตระดมเงินฝากในอินโดนีเซียจะรับผิดชอบในส่วนของการระดมทุน ขณะที่ฝ่าย GL โดยบริษัทร่วมทุนที่จดทะเบียนในอินโดนีเซียคือบริษัท GLFI มีหน้าที่บริหารจัดการเงินทุนที่ระดมมาได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ โดยอาศัยเครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิตอลไฟแนนซ์ที่ GL พัฒนาขึ้นมาเพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้า
“นับเป็นความร่วมมือที่สุดยอดระหว่างธนาคารกับบริษัทไฟแนนซ์” นายมิทซึจิ กล่าวชี้แจง
สำหรับธุรกิจใหม่ในอินโดนีเซียนั้น บริษัทร่วมทุนของ GL คือ GLFI ซึ่ง GL ถือหุ้นอยู่ 65% และ JTA ถือหุ้น 20% ส่วนที่เหลืออีก 15% ถือโดยนักลงทุนท้องถิ่นนั้น จะไม่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์เนื่องจากมีการแข่งขันสูง แต่จะเน้นปล่อยสินเชื่อเครื่องจักรกลการเกษตร แผงโซล่าร์เซลล์และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ GL ได้ให้บริการสินเชื่อเหล่านี้อยู่แล้วในประเทศกัมพูชาและ สปป.ลาว โดยในอินโดนีเซียนั้นมีแผนจะขยายสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอินโดนีเซีย อาทิ การซ่อมแซมบ้าน การปรับปรุงเรือกสวนไร่นาและการสต็อกสินค้า
นายมิทซึจิ กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ธุรกิจใหม่ในอินโดนีเซียนั้นจะสามารถสร้างอัตรากำไรสูงและคาดว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยจะนำระบบดิจิตอลไฟแนนซ์มาใช้หลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในกัมพูชาและ สปป.ลาว ซึ่ง GL คาดว่าตลาดอินโดนีเซียมีศักยภาพในการขยายตัวอย่างมหาศาลหรือใหญ่กว่าตลาดกัมพูชาประมาณ 10 เท่า เนื่องจากมีจำนวนประชากรมากกว่า 250 ล้านคน โดยขณะนี้กำลังรอใบอนุญาตจากทางการอินโดนีเซียและคาดว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้ภายในไตรมาส 2 นี้
ในขณะเดียวกันประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ J Trust Mr.Nobuyoshi Fujisawa กล่าวแสดงความมั่นใจเช่นเดียวกันว่า ความร่วมมือระหว่าง J Trust กับ GL นั้น จะเอื้อประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่ายในการรุกเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียและตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน
ทั้งนี้ นอกจากหุ้นกู้แปลงสภาพวงเงิน 130 ล้านเหรียญสหรัฐ คณะกรรมการ GL ยังได้ลงมติออกใบสำคัญแสดงสิทธิชุดใหม่ (GL-W4) จำนวน 170 ล้านหน่วย โดยแจกให้ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 9 ต่อ 1 กำหนดระยะเวลา 2 ปี อัตราการแปลงสภาพ 1 วอแรนต์ ต่อ 1 หุ้นสามัญ ในราคา 40 บาท ซึ่งหากผู้ถือหุ้นและ JTA ใช้สิทธิแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิและหุ้นกู้ทั้งหมด GL จะได้เงินทุนใหม่เป็นมูลค่ารวมถึงกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า